วันที่ 5 ตุลาคม 2569 นางสาวจารุวรรณ ทองใบ เกษตรจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย นายพุฒิพงษ์ โพธิ์พานิช หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นายสมยศ เอี่ยมใบพฤกษ์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร นายดำรงศักดิ์ ตระกรุดทอง เกษตรตำบลท่าใหม่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ชุมชนหนองบัว อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรและสำรวจเบื้องต้นสวนทุเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

จากการลงพื้นที่พบว่า สวนทุเรียนบางแปลงได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะทุเรียนอายุประมาณ 5 ปี ซึ่งเกษตรกรดูแลมาอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะเริ่มให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ในปีหน้า แต่หลังถูกน้ำท่วมพบว่าต้นทุเรียนในแปลงได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเป็นความเสียหายสิ้นเชิงหรือยังสามารถฟื้นฟูได้ จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับรองความเสียหายตามหลักเกณฑ์ของทางราชการอีกครั้ง

นางสาวจารุวรรณ กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ เนื่องจากหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือกำหนดให้เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลการเพาะปลูกกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ ก่อนเกิดภัย รวมทั้งพื้นที่ต้องได้รับความเสียหายจริง และอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
ดังนั้น เกษตรกรที่ไม่เคยขึ้นทะเบียน หรือเพิ่งมายื่นขึ้นทะเบียนหลังเกิดภัย อาจไม่เข้าเงื่อนไขการได้รับความช่วยเหลือสำหรับภัยครั้งนั้น จึงขอให้เกษตรกรตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยสามารถติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ได้โดยตรง

สำหรับ หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 ซึ่งใช้กับภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กำหนดอัตราช่วยเหลือกรณีไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชอื่น ๆ ที่ตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ตามพื้นที่เสียหายจริงในอัตรา ไร่ละ 6,800 บาท โดยช่วยเหลือรวมไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่

ส่วนกรณีไม้ผลหรือไม้ยืนต้น รวมถึงทุเรียนที่ไม่ตายและยังสามารถฟื้นฟูได้ แต่ได้รับผลกระทบจนชะงักการเจริญเติบโต หรือผลผลิตได้รับความเสียหาย จะช่วยเหลือในอัตรา ไร่ละ 3,400 บาท โดยเมื่อรวมกับพื้นที่ที่เสียหายสิ้นเชิงแล้ว ต้องไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ นอกจากนี้ หากพื้นที่เพาะปลูกถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากวัสดุทับถม จนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ และหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือได้ มีหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดลอกและขนย้ายวัสดุที่ทับถม ในอัตรา ไร่ละ 16,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 5 ไร่

เกษตรจังหวัดจันทบุรี ย้ำว่า เงินดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือเพื่อ บรรเทาความเดือดร้อน และช่วยให้เกษตรกรสามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหรือจัดหาพันธุ์พืชกลับมาปลูกใหม่ ไม่ใช่การชดเชยมูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสวน

สำหรับขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือ เมื่อจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว เกษตรกรต้องยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ กษ 01 โดยให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือนายกเทศมนตรี ตรวจสอบและรับรองความเสียหายตามกรณี จากนั้นคณะอนุกรรมการตรวจสอบความเสียหายระดับหมู่บ้านจะลงพื้นที่ตรวจสอบและรับรองข้อมูล ก่อนนำรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบไปติดประกาศเพื่อเปิดโอกาสให้คัดค้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 วัน และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอนุมัติตามลำดับ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

นางสาวจารุวรรณ กล่าวด้วยว่า เข้าใจถึงความรู้สึกของเกษตรกรที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการดูแลต้นทุเรียนกว่าจะเริ่มให้ผลผลิต โดยบางรายนำรายได้จากการรับจ้างมาค่อย ๆ ลงทุนในสวน เมื่อเกิดน้ำท่วมและต้นไม้เสียหายจึงส่งผลกระทบอย่างมากทั้งต่อทรัพย์สินและรายได้ในอนาคต พร้อมกันนี้ได้แนะนำให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงก่อนลงทุนปลูกพืช โดยเฉพาะการประเมินลักษณะพื้นที่ ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและกระแสน้ำ รวมทั้งเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ หากต้องการคำแนะนำสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือหน่วยงานด้านการเกษตรในพื้นที่ เช่น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี เพื่อร่วมวางแนวทางฟื้นฟูและลดความเสี่ยงในระยะต่อไป



